“เรือจมเพชรบุรีเบรเมน” ที่มาที่ไปจนมาเป็นแหล่งศึกษาเรียนรู้ประวัติศาสตร์ใต้ทะเล

ภาพที่ 1 เรือเพชรบุรี (N.D.L. SS Petchaburi)
 ที่มาภาพ German Maritime Museum (Deutsches Schifffahrtsmuseum(DSM)) in Bremerhafen

“เรือจมเพชรบุรีเบรเมน” เดิมมีชื่อว่า เรือกลไฟเพชรบุรี หรือ NDL SS Petchaburi (พงศธรณ สุขุม นักวิชาการอิสระ ผู้สนใจเรือประวัติศาสตร์และโบราณคดีใต้น้ำ) เป็นเรือที่ลงน้ำครั้งแรกในเดือนตุลาคม ปีพุทธศักราช 2444 ที่ประเทศเยอรมัน เรือกลไฟเพชรบุรี (German Maritime Museum (Deutsches Schifffahrtsmuseum(DSM)) in Bremerhafen )เป็นเรือสัญชาติเยอรมนี เข้ามาทำการค้าระหว่างประเทศจีน และสยาม ทำหน้าที่หลักคือขนคนจากเมืองซัวเถา ประเทศจีน มายังกรุงเทพมหานคร ประเทศสยาม จากนั้นขากลับจะขนสินค้าจากประเทศสยามกลับไปยัง ประเทศจีน ทำเช่นนี้มาตลอดหลายสิบปี(หนังสือพิมพ์หลายฉบับของ The Straits Times)

ภาพที่ 2 ภาพจากหนังสือพิมพ์ใจความกล่าวถึงการขนส่งคนจีนจากเมืองซัวเถามาสยาม
ที่มาภาพ หอสมุทรแห่งชาติสิงคโปร์

จวบจน 22 กรกฎาคม พ.ศ.2460 ประเทศสยามประกาศเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่ 1 จึงมีการเข้ายึดเรือของประเทศ ศัตรู ประกอบด้วยเรือของประเทศประเทศเยอรมัน และออสเตรีย-ฮังการี่ โดยได้ยึดเรือทั้งสิ้นมา ทั้งหมด 9 ลำ ซึ่ง 1 ใน 9 ลำนั้น มีเรือเพชรบุรีอยู่ด้วย**1 ต่อมาได้ทำการเปลี่ยนธงและตั้งชื่อเรือใหม่ โดยทั้ง 9 ลำ จะมีชื่อตามท้ายว่า “สมุทร” ซึ่งเรือเพชรบุรี ได้ชื่อใหม่ว่า “เรือกลไฟแก้วสมุทร”**2

ภาพที่ 3 หนังสือพิมพ์จีนโนสยามศัพท์ ฉบับวันจันทร์ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ.2560

“เรือกลไฟแก้วสมุทร” หลังจากเปลี่ยนสัญชาติได้ไม่นานก็มีโอกาสได้กลับไปทำหน้าที่เดิม คือ ทำการค้าระหว่างประเทศจีน และสยาม ทำหน้าที่หลักคือขนคนจากเมืองซัวเถา ประเทศจีน มายังกรุงเทพมหานคร ประเทศสยาม จากนั้นขากลับจะขนสินค้าจากประเทศสยามกลับไปยัง ประเทศจีน**3 ทำเช่นนี้มาจนถึง 27 ธันวาคม พ.ศ.2463 เรือได้เข้าขนถ่ายสินค้าจากเกาะสีชังและเดินทางออกมาเมื่อเวลาประมาณ 11 โมงเช้า และชนเข้ากับกองหินใต้น้ำ บริเวณใกล้เกาะอีร้า เวลาประมาณ บ่าย 3 โมงเย็น

ซึ่งขณะนั้นทางกองทัพเรือที่สัตหีบได้ทราบข่าว จึงได้ส่งเรือมูรธาวสิตสวัสดิ์ออกมาทำการช่วยเหลือ โดยผู้การเรือมูรธาวสิตสวัสดิ์ ขณะนั้นคือพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ซึ่งทำให้ไม่มีผู้เสียชีวิตในเรือ (KAEW SAMUD’S STRANDING. /(1921,5 January)./The Straits Times,/ No.26,529, P10.)

ภาพที่ 4 ข่าวการจมและเรือแก้วสมุทรได้รับความช่วยเหลือจากกรมหลวงชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ โดยนำเรือรบหลวงมธุรามาขนย้ายผู้คน

ในภายหลังกรมอุทกศาสตร์กองทัพเรือได้ทำการสำรวจกองหินใต้น้ำดังกล่าวพบว่า ยอดกองมีความลึกเพียง 6 เมตร และเรือแก้วสมุทรในขณะนั้น กินน้ำลึกประมาณ 8 เมตร จึงชนกันได้นั้นเอง ต่อมาทางกรมอุทกศาสตร์กองทัพเรือจึงได้ตั้งชื่อกองหินดังกล่าวว่า “กองหินแก้วสมุทร” ซึ่งปราณกฎอยู่ในแผนที่กรมอุทกศาสตร์กองทัพเรือ หมายเลข 115 ในปัจจุบัน (แผนที่อ่าวสัตหีบ และบริเวณใกล้เคียง หมายเลข 115, กรมอุทกศาสตร์กองทัพเรือ)

ภาพที่ 5(ซ้าย) แผนที่อ่าวสัตหีบ และบริเวณใกล้เคียง หมายเลข 115, กรมอุทกศาสตร์กองทัพเรือ (แบบขยาย)

ภาพที่ 6(ขวา) แผนที่อ่าวสัตหีบ และบริเวณใกล้เคียง หมายเลข 115, กรมอุทกศาสตร์กองทัพเรือ

ในปัจจุบันเรือจมลำดังกล่าวถูกตั้งชื่อว่า “แหล่งเรือจมเพชรบุรีเบรเมน” ซึ่งผู้เขียนพยายามสืบหาที่มาแต่ยังไม่ได้คำตอบที่ชัดเจนและอ้างอิงได้ มีเพียงแต่เขาเล่าว่า ดังนั้นผู้เขียนจึงขอไม่กล่าวถึงในกรณีนี้

เรือเพชรบุรีเบรเมน จมลงที่ความลึกประมาณ 22 เมตร หัวเรือลึก 14 เมตร ตัวเรือยาวประมาณ 88 เมตร วางตั้งตรง ยกเว้นบริเวณท้ายเรือที่ตะแคงลงทางกราบขวา หัวเรือหันไปทางทิศตะวันตก ท้ายเรือหันไปทางทิศตะวันออก (ครูเบิ้มพิชิต เมืองนาโพธิ์ ครูสอนดำน้ำ และอาจารย์ประจำภาควิชาวิทยาศาสตร์การกีฬา คณะพลศึกษา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ)

ภาพที่ 7 ผังสเก๊ตเรือจมเพชรบุรีเบรเมน จากกองโบราณคดีใต้น้ำ

กรณีถัดมาสภาพเรือจมเพชรบุรีเบรเมน ในปัจจุบัน แตกออกเป็นสามกอง เดิมทีผู้เขียนได้รับข้อมูลมาจากคำบอกเล่า โดยไปสัมภาษณ์จากบุคคลผู้หนึ่ง ซึ่งกล่าวว่าเคยทำงานในกองทัพเรือ และตนเองมีส่วนร่วมในการที่ทำให้เรือลำดังกล่าวแตกออกเป็นสามส่วน โดยมีใจความว่า “เรือลำดังกล่าวในช่วงที่มีการฝึกทำลายใต้น้ำ กองทัพเรือไทยได้มีความพยายามที่จะระเบิดเรือจมเพชรบุรีเบรเมนลำนี้ เนื่องจากขวางทางกลับเรือของเรือใหญ่ในกองทัพเรือ หากแต่ระเบิดไม่สำเร็จ ทำได้แค่แยกซากเรือจมลำดังกล่าว แยกออกเป็นสามกองเท่านั้น” ซึ่งผู้เขียนได้ขอชื่อผู้ให้ข้อมูลดังกล่าวมา แต่ผู้ให้ข้อมูลดังกล่าวไม่ประสงค์ที่จะเอ่ยนาม และตำแหน่งสังกัด ทำให้ผู้เขียนไม่สามารถนำมาอ้างอิงได้

ต่อมาผู้เขียนได้สัมภาษณ์ ครูอ๊อด พินิจ สีนิลหรั่ง ครูสอนดำน้ำ อดีตหน่วยรบพิเศษ “SEAL” โดยครูอ๊อดกล่าวว่า “เป็นไปไม่ได้ครับ เพราะผมเคยดำเรือลำนี้ตั้งแต่มันยังไม่แตกออกเป็นสามกอง จนกระทั้งมันแตกออก ถ้าจะมีใครไประเบิดก็ต้องหน่วยผมนี่ละ  หน่วยอื่นที่เกี่ยวข้องกับระเบิดเค้าก็มีหน้าที่ เก็บกู้

ไม่ได้มีหน้าที่ระเบิด แล้วไม่มีเหตุผลอะไรที่ต้องไประเบิดที่ความลึกถึง 22 เมตร ไม่มีเรือลำไหนกินน้ำลึกขนาดนั้น เรือจักรีนฤเบศรคือเรือที่ใหญ่สุดในยุคที่กล่าวอ้าง ก็ยังกินน้ำลึกแค่ 6.2 เมตร และต่อให้เป็นเรือหลวงสิมิลันที่มีระวางขับน้ำที่ใหญ่กว่า ก็ยังกินน้ำเพียงแค่ 9 เมตรเท่านั้น ดังนั้นไม่มีความจำเป็นเลย ที่ต้องไปกลับเรือบริเวณนั้น เค้ามีท่าเรือของเค้าเองตรงท่าเรือจุกเสม็ด อีกอย่างคือเรือเพชรบุรีนี้ มีเจ้านายหลายพระองค์เคยมาดำน้ำสำรวจ ตัวผมเองยังมีโอกาสถวายงานหลายต่อหลายครั้ง และได้ถูกกำชับให้ดูแลอนุรักษ์เรื่อยมา หน่วยไหนจะไประเบิดได้ นอกจากนั้นหน่วยรบพิเศษ “SEAL” เองยังทำหน้าที่ปลูกปะการัง อนุรักษ์แนวชายฝั่ง เรื่อยมาตลอด ไม่มีทางที่เรื่องแบบนี้จะเกิดขึ้นได้” ดังนั้นในกรณีการแตกออกเป็นสามกองนั้น ผู้เขียนจึงเห็นคล้อยไปกับครูอ๊อด พินิจ สีนิลหรั่ง เป็นสำคัญ

ซึ่งปัจจุบัน เรือลำดังกล่าวเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ทางทะเล มีนักท่องเที่ยวดำน้ำ ไปดำน้ำศึกษาเรื่องราวทางประวัติศาสตร์มากขึ้นกว่าแต่เดิม ซึ่งทำให้เรื่องราวของเรือจมเพชรบุรีเบรเมน ไม่ได้หายไปตามกาลเวลา หากมีการตั้งคำถามว่า เรื่องเรือจมลำดังกล่าวสำคัญเช่นไร ปัจจุบันเรือลำดังกล่าวกำลังจะจมลงครบ 100 ปี โดยวัสดุของเรือคือเหล็กนั้นได้ผุพัง ทรุดโทรมไปตามกาลเวลา อีกไม่นานเรือลำดังกล่าวจะเป็นเพียงแค่กองเศษเหล็กในทะเล การศึกษาในแง่ประวัติศาสตร์ก็คงจะหายไป หากทว่า เรือจมคือพิพิธภัณฑ์ทางทะเล หรือใต้น้ำ พิพิธภัณฑ์ต้องมีผู้ชม หากไม่มี มันก็แค่สถานที่ร้างนั่นเอง ดังนั้น อยากปล่อยให้ความรู้จมน้ำ มาศึกษาประวัติศาสตร์ทางทะเล กับเรือจมเพชรบุรีเบรเมนกันเถอะครับ

ผู้เขียน อาจารย์กิตติธัช ศรีฟ้า

อาจารย์ประจำสาขาวิชาการออกแบบสื่อดิจิทัล

คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการออกแบบ

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์

**1 (หนังสือพิมพ์จีนโนสยามศัพท์ ฉบับวันจันทร์ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ.2560)

**2 (หอจดหมายเหตุแห่งชาติ. ร.6ต.15.2/3 เรื่อง รายงานกระทรวงนครบาลจับเชลย และเรือเชลย (4 มิ.ย. – 8 ธ.ค. 2460), 2-13.)

**3 (ภัทรพล สมเหมาะ, การปฏิบัติต่อเชลยในสยามช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง, วิทยานิพนธ์, ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาประวัติศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2559, กรุงเทพมหานคร, 72-74.)

 

More to explorer